การบูรณาการงานวิจัยข้อมูลทรัพยากรการเกษตรเพื่อแก้วิกฤตและพัฒนาการเกษตรไทย

                ในยุคของข่าวสารข้อมูล การที่มีข้อมูลที่ถูกต้องและฉับไวทันเหตุการณ์ จะเป็นสิ่งที่ทำให้การดำเนินการเพื่อการแข่งขัน
หรือแก้ปัญหาทำได้สำเร็จได้โดยดี ถ้าหากขาดข้อมูลแล้วการดำเนินงานนั้นอาจจะประสบกับความล้มเหลวหรือไม่สามารถ
แก้ปัญหาได้

                ข้อมูลของทรัพยากรการเกษตรและแนวทางการดำเนินการผลิต การแปรรูป การค้าขาย สินค้าเกษตรยังไม่ถูกบูรณาการ
กันอย่างเป็นระบบ มีเฉพาะการดำเนินการเฉพาะเรื่องในละกรม แต่ละกระทรวงเท่านั้น ยังไม่มีการบูรณาการกัน ยังไม่มีหน่วยงานไหน
ของประเทศมาวิเคราะห์ สังเคราะห์ข้อมูล วิจัยข้อมูลอย่างบูรณาการและเป็นระบบในทรัพยากรเกษตรหลักของประเทศเลย

                ข้อมูลที่มีในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ
และสิ่งแวดล้อมฯลฯ ในสินค้าหรือผลิตผลทางการเกษตร หรือสภาวะแวดล้อมจากการผลิตสินค้าเกษตร มีในแต่ละกระทรวง
ไม่มีการบูรณาการวิเคราะห์ สังเคราะห์ เป็นองค์รวมเพื่อเป็นข้อมูลของประเทศ เพื่อกำหนดนโยบายชาติ และแก้ปัญหาชาติ
หรือเพื่อการแข่งขันกับประเทศอื่น


                ตัวอย่างที่จะเห็นได้ง่ายและชัดเจนคือ ปริมาณนโยบายและการส่งเสริมการปลูกพืชอาหารมนุษย์  พืชอาหารสัตว์
พืชพลังงานหรือพืชเศรษฐกิจอื่นๆ เช่น ยางพารา ฯลฯ ยังไม่มีการสำรวจและกำหนดนโยบายอย่างบูรณาการว่าประเทศไทย
จะให้การส่งเสริมอย่างไร มีเป็นหลักการว่า พืชอาหารจะมีกี่เปอร์เซ็นต์ พืชพลังงานกี่เปอร์เซ็นต์ หรือพืชเศรษฐกิจอื่นกี่เปอร์เซ็นต์
แต่ละหน่วยงานต่างคนต่างส่งเสริมไป พื้นที่ประเทศไทยปัจจุบันถึงอนาคตก็มีเท่าเดิมและจำกัด ต้องมีการกำหนดเพื่อให้เกิดการใช้
พื้นที่เพาะปลูกให้มีประสิทธิภาพ ก่อประโยชน์สูงสุดต่อประเทศมากที่สุด ต้องกำหนดว่าปริมาณที่ผลิตจะแปรรูปและทำการค้าขาย
อย่างไร ต้องคิดให้ครบวงจร การวิจัยกระบวนการ การวิจัยเชิงนโยบายแบบบูรณาการสำหรับเป็นข้อมูลชาติต้องดำเนินการแล้ว
ประเทศจีนเลิกนโยบายการส่งเสริมหรือปลูกพืชพลังงานแล้วตั้งแต่ปลายปี 2007 แต่ไปส่งเสริมให้ปลูกพืชอาหาร สำหรับพืชพลังงาน
จีนไปลงทุนปลูกปาล์มน้ำมันในประเทศคองโก 17 ล้านไร่ การสนับสนุนพืชอาหารเพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจว่าประเทศจีน
จะไม่ขาดแคลนอาหารในอนาคต เป็นต้น


                นโยบายเช่นนี้น่าจะมีการกำหนดหรือทบทวนสิ่งที่มีแล้วในประเทศว่า ประเทศควรมีนโยบายบูรณาการข้อมูลอย่างไร
โดยเฉพาะข้อมูลด้านสินค้าอาหารและการเกษตร เพราะประเทศไทยเป็นเพียงไม่กี่ประเทศที่ถือเป็นประเทศเกษตรกรรมที่ผลิต
อาหาร ได้พอเพียงกับการบริโภคในประเทศและยังเหลือส่งออกอีก แต่ขาดการวางแผน วิเคราะห์ สังเคราะห์ข้อมูลอย่างเป็นระบบ
จึงขาดประสิทธิภาพในการบริหารจัดการเท่าที่ควร

                ใครจะเป็นผู้ดำเนินการ สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ(วช) หรือสำนักงานสนับสนุนการวิจัย(สกง) หรือ
สำนักงานวิจัยการเกษตร(สวก) ซึ่งหน่วยงานวิจัยเหล่านั้นวิจัยในรูปแบบจากคณะผู้วิจัยเป็นผู้กำหนดโจทย์ การกำหนดโจทย์
จากผู้วิจัยหรือผู้ให้ทุนอาจจะไม่ใช่คำตอบของชาติ การกำหนดโจทย์น่าจะมาจากผู้จะใช้ข้อมูลซึ่งท้ายที่สุดคือ รัฐบาลและเอกชน
ผู้ที่จะกำหนดนโยบายใหญ่ กำหนดทิศทางแนวทางของการเกษตรครบวงจรของไทย การสังเคราะห์ วิเคราะห์ วิจัยข้อมูลจึงเป็นการ
ร่วมกันของหน่วยงานของรัฐในหลายกระทรวง ซึ่งต้องมาเสริมกันทั้งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวง
อุตสาหกรรม  ต้องมีผู้วิจัย ผู้วิเคราะห์ที่เป็นกลางไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน ไม่มีอิทธิพลจากพ่อค้า หรือนักการเมืองมาครอบงำ
ถ้าพิจารณาแล้วน่าจะเป็นหน่วยงานของมหาวิทยาลัย

                ผู้วิจัยต้องเป็นผู้รู้หลายศาสตร์หรือเป็นคณะผู้วิจัยที่รู้หลายศาสตร์ และต้องมีการทำงานอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่จบงาน
เป็นชิ้นๆ หรือเป็นตอนๆ การวิจัยเป็นการวิจัยเพื่อสร้างฐานข้อมูลเพื่อนำมาใช้ในการพัฒนาและแก้ปัญหา และเพื่อให้เกิดการแข่งขัน
กับต่างประเทศได้ ยกตัวอย่างเช่น แผนงานวิจัยเพื่อพัฒนาสินค้าเกษตรครบวงจรตั้งแต่การผลิต แปรรูป บรรจุภัณฑ์และการตลาด
แผนงานวิจัยพัฒนาการขนส่งสินค้าเกษตรที่มีโอกาสเน่าเสียสูง แผนงานวิจัยพัฒนาการตลาดส่งเสริมการขายการบริโภค
สินค้าเกษตร แผนงานวิจัยเชิงนโยบายการใช้พื้นที่เพาะปลูก เลี้ยงสัตว์ในประเทศให้เกิดสัดส่วนและผลสัมฤทธิ์สูงสุดหรือ
แผนงานวิจัยเพื่อเพิ่มศักยภาพของเกษตรรายย่อยในการพัฒนาสู่สหกรณ์การเกษตรที่มีประสิทธิภาพ เป็นต้น

                แผนงานวิจัยเหล่านี้ต้องการการบูรณาการจากหลายกระทรวง หลายหน่วยงาน จากนักวิจัยที่เป็นกลาง มีองค์ความรู้
หลายศาสตร์ ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน ไม่มีอิทธิพลของพ่อค้า นักการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง แผนงานวิจัยเป็นแผนงานใหญ่
ไม่ใช่การเอาโครงการย่อยมารวมห่อแล้วบอกว่าบูรณาการ ต้องเป็นแผนงานที่ต่อเนื่องเป็นกระบวนการและมีข้อมูลที่สามารถนำไปใช้
เป็นนโยบายชาติได้ เป็นข้อมูลที่สามารถจะนำไปใช้ในการพยากรณ์อนาคตของราคาสินค้าเกษตรเพื่อการผลิตได้ เป็นข้อมูลที่
สามารถให้ภาคเอกชนนำไปใช้เพื่อการแข่งขันกับประเทศอื่นได้ การวิจัยเฉพาะเรื่อง เฉพาะศาสตร์อาจจะมีความจำเป็นเพื่อเพิ่ม
องค์ความรู้ แต่แผนงานวิจัยเชิงนโยบายและกระบวนการเป็นสิ่งที่ยังขาดอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านสินค้าเกษตรและอาหาร

                จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาวิจัยทรัพยากรการเกษตร มีแนวคิดและความมุ่งมั่น
ที่จะรวบรวมนักวิจัยในจุฬา ที่มีหลากหลายศาสตร์มาช่วยรวมเป็นทีมงานวิจัยเชิงนโยบายและกระบวนการเพื่อสร้างฐานข้อมูลให้กับ
ประเทศ เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับรัฐบาล เอกชนทั้งภาคอุตสาหกรรมภาคประชาชนและท้องถิ่น ซึ่งได้จัดตั้งสำนักงานขึ้นแล้วและ
ในช่วงแรกจะดำเนินการผลิตบัณฑิตแนวใหม่ซึ่งจะเรียนรู้จากการผสมผสานศาสตร์ต่างๆ ให้ครบเพื่อใช้ด้านการบริหารจัดการ
ทรัพยากรการเกษตรก่อน


                สำหรับการวิจัยบูรณาการแบบมีแผนบูรณาการครบวงจรนั้น จะดำเนินการในระยะต่อไปอย่างไรก็ตามความล้มเหลว หรือ
ความสำเร็จจะขึ้นกับภาครัฐบาล หน่วยงาน กระทรวงที่เกี่ยวข้องต้องมีความต้องการที่อยากจะเห็นการบูรณาการ สังเคราะห์ วิเคราะห์
วิจัยข้อมูลและกระบวนการอย่างต่อเนื่องไม่ทำเฉพาะกิจ เฉพาะงานเป็นชิ้น ซึ่งจะไม่ใช่แนวทางที่จะแก้ปัญหาหรือพัฒนาได้

                จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นมหาวิทยาลัยวิจัย ที่พร้อมที่จะตอบสนองให้กับความต้องการของประเทศและมุ่งมั่น
ที่จะทำให้การบริหารจัดการทรัพยากรการเกษตรของชาติไปแนวทางที่มีประสิทธิภาพสูงสุดให้ได้บัณฑิตใหม่

                ศ.นสพ.ดร.อรรณพ   คุณาวงษ์กฤต

                ผอ. สนง. คณะกรรมการการศึกษาวิจัยทรัพยากรการเกษตร

                จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย